Winnie The Pooh Glitter Winnie The Pooh Glitter

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

บันทึกอนุทินครั้งที่6 วันศุกร์ที่ 13 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558



บันทึกอนุทิน



ความรู้ที่ได้รับจากการเรียน
เทคนิคการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์
สาระที่ 1 จำนวนและการดำเนินการ
  เทคนิค คือ จัให้เห็นเป็นรูปธรรม
นิทาน เพลง เกม คำคล้องจอง บทบาทสมมุติ การประกอบอาหาร ปริศนาคำทาย

-การนับเลข 1-10
    เลข 1 = เสาธง           เลข 6 = หัวลง
    เลข 2 = คอเป็ด          เลข 7 = ไม้เท้า
    เลข 3 = สองหยัก       เลข 8 = ไข่แฝด
    เลข 4 = เก้าอี้             เลข 9 = หัวขึ้น
    เลข 5 = มีหลังคา       เลข 10 =  มี 1 กับ 0
-นับเป็นคำคล้องจอง
-ติดตัวเลขรอบๆห้อง
-นับจำนวนต่างๆได้
-ทำแผนภูมิเพื่อให้เห็นชัดเจน
-การจับออก 1:1

กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้
     ตัดกระดาษ 1.5 x 1.5 นิ้ว จำนวน 10 ชิ้น






                                  



ทักษะ


สถานที่ที่นักศึกษากลุ่ม 102 อยากไปมากที่สุดในวันหยุด

สรุปผล คือ สวนรถไฟ 3   คน
                  เกาะ         10  คน
                  น้ำตก        3   คน

นำเสนอวิจัย เรื่อง การใช้กิจกรรมการละเล่นแบบไทยเพื่อพัฒนามโนทัศน์
โดย  นางสาวภัทรวรรณ หนูแก้ว
สรุป
      จัดการเรียนรู้แบบเรียน + เล่น = สนุกและเกิดการเรียนรู้
อิกทั้งเพื่อเป็นการสืบสารวัฒนธรรมไทย ซึ่งจะทำให้เด็กเข้าใจในเรื่อง การนับ รู้จักตัวเลข เลข1-30 
เลขคู่-เลขคี่  โดยผ่านการละเล่นต่างๆ เช่น รีรีข้าวสาร ม้าก้านกล้วย เป็นต้น
ซึ่งมีวิธีการประเมินโดย
- ศึกษากลุ่มเด็กว่าต้องการสิ่งใด
- วัตถุประสงค์ต้องคำนึงถึงอายุเด็ก
- วางแผนเลือกรูปแบบให้เหมาะสม
- การสอนบูรณาการให้ได้องค์รวม
เริ่มจากสิ่งที่ ง่าย >> ยาก  รูปธรรม >> นามธรรม

วิจัย เรื่อง ผลการใช้สื่อในท้องถิ่น
โดย นางสาวสุธินี โนนบริบูรณ์
สรุป
      จากการวิจัยใช้กับเด็ก ชั้นอนุบาล 2 ทำทั้งหมด 24 กิจกรรม เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ในเรื่องของ
รูปทรง ขนาด ชนิด สี  ซึ่งสื่อนั้นจะใช้จากวัสดุที่มีในท้องถิ่น เช่น กะลามะพร้าว ไม้สัก ไม้ประดู่ กระบอกไม่ไผ่
ตัวอย่าง  ทำไม้บล็อกจากไม้ประดู่ 
               การเรียงลำดับกระบอกไม้ไผ่ ใหญ่ > กลาง > เล็ก
ผลการวิจัย คือ เด็กที่ได้ร่วมกิจกรรมการวิจัยจะมีพัตนาการดีกว่าเด็กที่ไม่ได้ทำกิจกรรม


วิธีการสอน   
     ใช้การสอบแบบบรรยายประกอบกับโปรแกรมMicrosoft Office Power Point  เน้นการมีส่วนร่วมในการถามตอบแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน 
          ลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

ประเมินสภาพในห้องเรียน
      รูปแบบการนั่งเรียนเน้นให้ผู้เรียนได้มองเห็นผู้สอนอย่างทั่วถึง และ ผู้สอนก็สามารถมองเห็นผู้เรียนได้อย่างทั่วถึง ห้องเรียนมีความพร้อมในการเรียนรู้  อากาศภายในห้องค่อนข้างร้อน
ประเมิน
  ตนเอง  -  เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจเรียน แต่การแต่งกายผิดระเบียบเนื่องจากใส่ชุดพละเข้าเรียน
  เพื่อน   -  ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเป็นอย่างดี แต่บางคนเข้าเรียนไม่ตรงเวลาทำให้เสียสมาธิในการเรียน
  อาจารย์ - เข้าสอนตรงเวลา การแต่งกายเหมาะสมสุภาพเรียบร้อย รูปแบบการสอนการสอนเข้าใจง่ายไม่น่าเบื่อ มีการสอดแทรกคุณธรรมต่างๆ และการดำเนินชีวิต



หมายเหตุ : คัดลอกจากนางสาว รัตนาภรณ์  คงกระพันธ์   เนื่องจาก ไม่ได้เข้าเรียน

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

บันทึกอนุทินครั้งที่5วันศุกร์ที่ 6 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558



บันทึกอนุทินครั้งที่5




ความรู้ที่ได้รับ


 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย 6 สาระ

  สาระที่ 1 จำนวนและการดำเนินการ 
                จำนวน การดำเนินการของจำนวน การรวมและการแยกกลุ่ม  สาระที่ 2:  การวัด
                 ความยาว น้ำหนัก ปริมาตร เงิน และเวลา  สาระที่ 3: เรขาคณิต
                 ตําแหนง ทิศทางระยะทาง รูปเรขาคณิตสามมิติและรูปเรขาคณิต สองมิติ  สาระที่ 4: พีชคณิต 
                แบบรูปและความสัมพันธ   สาระที่ 5: การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น 
                การเก็บรวบรวมขอมูลและการนําเสนอ  สาระที่ 6: ทักษะและกระบวนการางคณิตศาสตร์ 
           การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตรและการนําเสนอ การเชื่อมโยงความรู ตาง ๆ ทางคณิตศาสตรและเชื่อมโยงคณิตศาสตรกับศาสตรอื่น ๆ และมีความคิดริเริ่ม สรางสรรค



        




ทักษะ   อาจารย์ให้นักศึกษาออกมานำเสนอบทความตามที่ได้รับมอบหมาย เรื่องคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย และให้นักศึกษานำป้ายชื่อที่ทำมาติดบนกระดานในช่องที่มาเรียนโดยจะแยกช่องออกเป็น 3 ช่อง ช่องแรก สมาชิกทั้งหมด ช่อง 2 คนที่มาโรงเรียน ช่องที่ 3 คนที่ไม่มาโรงเรียน









วิธีสอน   บรรยายโดยมี Power point ประกอบการบรรยาย มีการถามและตอบคำถามก่อนเข้าสู่บทเรียนพร้อมมีการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ขณะเรียน







ประเมินสภาพห้องเรียน

ห้องเรียนสะอาดบรรยากาศดีเหมาะกับการเรียน จำนวนโต๊ะ เก้าอี้เพียงพอกับนักศึกษา

ประเมินตนเอง

มีความพร้อมก่อนเข้าเรียนดี และตั้งใจเรียนตอบคำถามทุกครั้งไม่พูดคุยขณะเรียน

ประเมินเพื่อน

เพื่อนทุกคนตั้งใจเรียน ตั้งใจตอบคำถามและสนใจในการเรียน

ประเมินอาจารย์

เข้าสอนตรงเวลา แต่งกายสุภาพเรียบร้อย









วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

บันทึกอนุทินครั้งที่4 วันพุธที่ 28 เดือน มกราคม พ.ศ. 2558



บันทึกอนุทิน




ความรู้ที่ได้รับ

1.ทฤษฎีเพียเจต์กับความรู้ทางคณิตศาสตร์
2.จุดมุ่งหมายของการสอนคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย
3.ขอบข่ายของหลักสูตรคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย
4.หลักการสอนคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย

จุดมุ่งหมายของการสอนคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย

-เพื่อให้เด็กสามารถเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ เช่น รู้จักคำศัพท์
-เพื่อพัฒนามโนภาพเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ เช่น การบวก การลบ
-ให้เด็กรู้จักและใช้กระบวนการหาคำตอบ
-เพื่อให้เด็กฝึกฝนคณิตศาสตร์พื้นฐาน
-เพื่อให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจ
-เพื่อให้เด็กค้นคว้าหาคำตอบ

     ทักษะพื้นฐาน

1.การสังเกต (Observation)
   -การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน
   -การใช้ปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับวัตถุสิ่งของหรือเหตุการณ์

2.จำแนกประเภท(Classifying)
   -การแบ่งประเภทสิ่งของโดยสร้างเกณฑ์ในการแบ่ง
   -เกณฑ์ในการจำแนกคือ ความเหมือน แตกต่าง หาความสัมพันธ์

3.การเปรียบเทียบ(Comparing)
   -เด็กต้องอาศัยความสัมพันธ์ของวัตถุสิ่งของหรือเหตุการณ์ตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไป
   -เด็กจะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้นๆ

4.การจัดลำดับ(Ordering)
   -เป็นทักษะการเปรียบเทียบขั้นสูง
   -เป็นการจัดลำดับวัตถุสิ่งของหรือเหตุการณ์

5.การวัด(Measurement)
   -มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการอนุรักษ์
   -การวัดสำหรับเด็กปฐมวัย ได้แก่ อุณหภูมิ เวลา ระยะทาง ความยาว น้ำหนัก ปริมาณ
           
                

6.การนับ(Counting)
   -เด็กชอบนับแบบท่องจำโดยไม่เข้าใจความหมาย
   -การนับแบบท่องจำนี้จะมีความหมายต่อเมื่อเชื่อมโยงกับจุดประสงค์บางอย่าง

7.รูปทรงและขนาด(Sharp and Size)
   -เด็กส่วนใหญ่จะมีความรู้เกี่ยวกับรูปทรงและขนาด ก่อนจะเข้าโรงเรียน

             
   
ขอบข่ายของหลักสูตรคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย

   1.การนับ
   2.ตัวเลข
   3.การจับคู่
   4.การจัดประเภท
   5.การเปรียบเทียบ
   6.รูปร่างและพื้นที่
   7.การวัด
   8.การจัดลำดับ


หลักการสอนคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย

-ให้เด็กเรียนจากประสบการณ์ตรงจากของจริง 
-การสอนให้สอดคล้องกับใช้ชีวิตประจำวัน
-เปิดโอกาศให้ค้นพบด้วยตัวเอง




เพลง สวัสดียามเช้า

                                                                ตื่นเช้าแปรงฟันล้างหน้า
                                                        อาบน้ำแล้วมาแต่งตัว
                                                        กินอาหารของดีมีทั่ว
                                                        หนูเตรียมตัวจะไปโรงเรียน

                                                                 สวัสดีคุณแม่คุณพ่อ
                                                        ไม่รีรอรีบไปโรงเรียน

                                         หลั่นล้า หลั่นลา หลั่นล่า หลั่น ลันลา หลั่นลา หลั่นล้า






วิธีการสอน


   -มีแบบฝึกหัดให้ทำก่อนเรียน
   -การอภิปรายถาม ตอบ
   -ใช้เทคโนโลยีมาเป็นสื่อในการสอน

การประยุกต์ใช้
     นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการอย่างตรงจุดและรอบด้าน

บรรยากาศในห้องเรียน
      พื้นสะอาด วัสดุอุปกรณ์ในการเรียนการสอนครบ อากาศค่อนข้างเย็น

ประเมิน


ตนเอง
ตั้งใจฟังเวลาอาจารย์สอน ร่วมทำกิจกรรม 
เพื่อน
ตั้งใจเรียน ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม ไม่คุยกัน ช่วยกันตอบคำถาม
ครูผู้สอน
แต่งกายสุภาพ พูดเสียงดังฟังชัดเจน มีวิธีการสอนที่สนุกสนาน





วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

โทรทัศน์ครู วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558


สรุปโทรทัศน์ครู






รายการครูมืออาชีพ

ชุดรายการ : คณิตในชีวิตประจำวัน 
ตอน Making Maths Real : สอนคณิตให้มีชีวิตชีวา ตอน 1

กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สอนอย่างไรให้สนุกและมีชีวิตชีวา เริ่มที่ประเทศอังกฤษ ในการสอนวิชาคณิตศาสตร์แก่เด็ก ๆ จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการสอนคณิตศาสตร์ของพ­วกเขา ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ชั้นปฐมวัยและประถมศึกษา
มีขั้นตอนการสอนคือ

1.ครูใกล้ชิดกับเด็กๆ ทุ่มเททั้งเวลา และเอาใจใส่ ค้นหาว่าเด็กสนใจอะไร
2.จากนั้นก็นำมาวางแผนการสอนซึ่งเด็กจะชอบมากเมื่อรู้ว่าสามรถนำสิ่งที่ตนเองชอบมาช่วยในการเรียนได้
3.ก่อนจะเริ่มบทเรียน คุณครูจะให้เด็กๆอบอุ่นร่างกาย เคลื่อนไหวไปมา ปรบมือ ร้องเพลง เพื่อเป็นการกระตุ้นเด็กให้เด็กเกิดความอยากเรียน
4.ก่อนจะเข้าเนื้อหาหลักคุณครูให้นักเรียนทำเกี่ยวกับตัวเลข เช่นทำมือเป็นเครื่องหมาย บวก ลบ เท่ากับ และยกนิ้วตามจำนวน
5.ทำให้เด็กเกิดความสนุก เพื่อให้เด็กอยากจะเรียน
6. ครูให้นักเรียนทุกคนลงมือทำ เพื่อฝึกให้นักเรียนให้เข้าใจ และคำนวณคล่องขึ้น


           

บันทึกอนุทินครั้งที่3 วันศุกร์ที่ 23 เดือน มกราคม พ.ศ. 2558


บันทึกอนุทิน





ความรู้ที่ได้รับ



ความหมายของพัฒนาการ

นักวิชาการหลายท่านให้ความหมายของคำว่าพัฒนาการ ดังนี้
  • สุชา จันทร์เอม (2540 : 1) กล่าวว่าพัฒนาการ หมายถึง ลำดับของการเปลี่ยนแปลงหรือกระบวนการเปลี่ยนแปลง (process of change) ของมนุษย์ทุกส่วนที่ต่อเนื่องกันไปในระยะเวลาหนึ่ง ๆ ตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิต การเปลี่ยนแปลงนี้จะก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ เป็นขั้น ๆ จากระยะหนึ่งไปสู่อีกระยะหนึ่งเพื่อที่จะไปสู่วุฒิภาวะ ทำให้มีลักษณะและความสามารถใหม่ ๆ เกิดขึ้น ซึ่งมีผลทำให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นตามลำดับ 
  • ทิพย์ภา เชษฐ์เชาวลิต (2541 : 1) ได้ให้คำจำกัดความของพัฒนาการว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน มีขั้นตอน เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านเจริญเติบโตงอกงามและถดถอย และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลรวมของวุฒิภาวะและประสบการณ์ 
  • ศรีเรือน แก้วกังวาล (2540 : 21) กล่าวว่าพัฒนาการเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องทั้งที่สังเกตได้ง่าย ชัดเจน และมองเห็นได้ยาก ไม่ชัดเจน ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต
จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า พัฒนาการเป็นกระบวนการพัฒนาของมนุษย์ในทุก ๆ ด้านของชีวิตตั้งแต่จุดเริ่มต้นของชีวิตจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องทั้งในลักษณะของการเจริญงอกงามและการถดถอย ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้รับ ซึ่งนำไปสู่ความมีวุฒิภาวะ


ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก




ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์



เพียเจต์ (Piaget) ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านความคิดของเด็กว่ามีขั้นตอนหรือกระบวนการอย่างไร ทฤษฎีของเพียเจต์ตั้งอยู่บนรากฐานของทั้งองค์ประกอบที่เป็นพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม เขาอธิบายว่า การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับขั้น พัฒนาการเป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ควรที่จะเร่งเด็กให้ข้ามจากพัฒนาการจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง เพราะจะทำให้เกิดผลเสียแก่เด็ก แต่การจัดประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงที่เด็กกำลังจะพัฒนาไปสู่ขั้นที่สูงกว่า สามารถช่วยให้เด็กพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เพียเจต์เน้นความสำคัญของการเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กมากกว่าการกระตุ้นเด็กให้มีพัฒนาการเร็วขึ้น เพียเจต์สรุปว่า พัฒนาการของเด็กสามารถอธิบายได้โดยลำดับระยะพัฒนาทางชีววิทยาที่คงที่ แสดงให้ปรากฏโดยปฏิสัมพันธ์ของเด็กกับสิ่งแวดล้อม 



ทฤษฎีการเรียนรู้ 

พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับขั้น ดังนี้

1.ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensori-Motor Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ เช่น การไขว่คว้า การเคลื่อนไหว การมอง การดู ในวัยนี้เด็กแสดงออกทางด้านร่างกายให้เห็นว่ามีสติปัญญาด้วยการกระทำ เด็กสามารถแก้ปัญหาได้ แม้ว่าจะไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูด

2.ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่อายุ 2-7 ปี แบ่งออกเป็นขั้นย่อยอีก 2 ขั้น คือ 
-- ขั้นก่อนเกิดสังกัป (Preconceptual Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มมีเหตุผลเบื้องต้น สามารถจะโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ หรือมากกว่ามาเป็นเหตุผลเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน แต่เหตุผลของเด็กวัยนี้ยังมีขอบเขตจำกัดอยู่ เพราะเด็กยังคงยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง 
-- ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล (Intuitive Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี ขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รวมตัวดีขึ้น รู้จักแยกประเภทและแยกชิ้นส่วนของวัตถุ เข้าใจความหมายของจำนวนเลข เริ่มมีพัฒนาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ แต่ไม่แจ่มชัดนัก 

3.ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม (Concrete Operation Stage) ขั้นนี้จะเริ่มจากอายุ 7-11 ปี พัฒนาการทางด้านสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้สามารถสร้างกฎเกณฑ์และตั้งเกณฑ์ในการแบ่งสิ่งแวดล้อมออกเป็นหมวดหมู่ได้ เด็กวัยนี้สามารถที่จะเข้าใจเหตุผล รู้จักการแก้ปัญหาสิ่งต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมได้ 

4.ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal Operational Stage) นี้จะเริ่มจากอายุ 11-15 ปี ในขั้นนี้พัฒนาการทางสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้เป็นขั้นสุดยอด คือเด็กในวัยนี้จะเริ่มคิดแบบผู้ใหญ่ ความคิดแบบเด็กจะสิ้นสุดลง 







ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรุนเนอร์ 

บรุนเนอร์ (Bruner) เป็นนักจิตวิทยาที่สนใจและศึกษาเรื่องของพัฒนาการทางสติปัญญาต่อเนื่องจากเพียเจต์ บรุนเนอร์เชื่อว่ามนุษย์เลือกที่จะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจและการเรียนรู้เกิดจากกระบวนการค้นพบด้วยตัวเอง (discovery learning) แนวคิดที่สำคัญ ๆ ของ 

บรุนเนอร์ มีดังนี้ (Brunner,1963:1-54) 

ทฤษฎีการเรียนรู้ 

1) การจัดโครงสร้างของความรู้ให้มีความสัมพันธ์ และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก 
2) การจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของผู้เรียน และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนจะช่วยให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพ 
3) การคิดแบบหยั่งรู้ (intuition) เป็นการคิดหาเหตุผลอย่างอิสระที่สามารถช่วยพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้ 
4) แรงจูงใจภายในเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้ 
5) ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของมนุษย์แบ่งได้เป็น 3 ขั้นใหญ่ ๆ คือ

  1. ขั้นการเรียนรู้จากการกระทำ (Enactive Stage) คือ ขั้นของการเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งต่าง ๆ การลงมือกระทำช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ดี การเรียนรู้เกิดจากการกระทำ
  2. ขั้นการเรียนรู้จากความคิด (Iconic Stage) เป็นขั้นที่เด็กสามารถสร้างมโนภาพในใจได้ และสามารถเรียนรู้จากภาพแทนของจริงได้
  3. ขั้นการเรียนรู้สัญลักษณ์และนามธรรม (Symbolic Stage) เป็นขั้นการเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรมได้

6) การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการที่คนเราสามารถสร้างความคิดรวบยอด หรือสามารถจัดประเภทของสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม 
7) การเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุด คือ การให้ผู้เรียนค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (discovery learning)






ทฤษฎีทางสติปัญญาของไวก็อตสกี้

     ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองเป็นทฤษฏีที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการและวิธีการของบุคคลในการสร้างความรู้ความเข้าใจจากประสบการณ์ รวมทั้งโครงสร้างทางปัญญาและความเชื่อที่ใช้ในการแปลความหมายเหตุการณ์และสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นกระบวนการการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เพราะความรู้ไม่ใช่มาจากการสอนของครูหรือผู้สอนเพียงอย่างเดียว แต่ความรู้จะเกิดขึ้นและถูกสร้างขึ้นโดยผู้เรียนเองและการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง (Learning by doing) นอกจากกระบวนการเรียนรู้จะเป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ภายในสมองแล้ว ยังเป็นกระบวนการทางสังคมด้วย การสร้างความรู้จึงเป็นกระบวนการทั้งด้านสติปัญญาและสังคมควบคู่กันไป

การเรียนรู้ คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยไม่มีที่สิ้นสุด

ประโยชน์ของการเรียนรู้
     เพื่อให้อยู่รอด ช่วยเหลือตนเองได้ทุกๆสถานการณ์

เด็กปฐมวัยมีการเรียนรู้อย่างไร?
     เด็กปฐมวัยเรียนรู้ผ่านการเล่น การได้ลงมือกระทำ การมองเห็น การสัมผัส

ประโชน์ในการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
      การเล่นจะทำให้เด็กไม่เบื่อ เขาไม่รู้เลยว่าการที่เขาเล่นนั้นแหล่ะ มันคือการเรียนรู้






วิธีการสอน

-มีแบบฝึกหัดให้ทำก่อนเรียน
-ใช้เทคโนโลยีมาเป็นสื่อในการสอน




การประยุกต์ใช้
     นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมอย่างเหมาะสมและรอบด้าน




บรรยากาศในห้องเรียน
     โต๊ะเก้าอี้จัดว่างอย่างเป็นระเบียบ พื้นสะอาด วัสดุอุปกรณ์ในการเรียนการสอนครบ 



ประเมิน


ตนเอง=ตั้งใจเรียน ตั้งใจฟังอาจารย์สอน  เข้าใจเนื้อหาที่อาจารย์สอน

เพื่อน=ตั้งใจเรียน ให้ความร่วมมือในการตอบคำถามอาจารย์

ครูผู้สอน= พูดเสียงดังฟังชัด สั่งงานชัดเจน สอนให้เข้าใจง่าย









วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558

สรุปวิจัย วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558








สรุปงานวิจัย


ชื่องานวิจัย  : การส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยการเล่านิทานคณิต
ชื่อผู้วิจัย      : ขวัญนุช  บุญยู่ฮง(2545) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


            เด็กมีความสนใจและร่วมมือในการจัดกิจกรรมเป็นอย่างดีจึงทำให้เด็กได้รับข้อมูลเกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ทั้ง 6 ด้านที่สอดแทรกมากับนิทานที่เล่าและระหว่างการเล่าจะถามคำถามตามจุดประสงค์ของนิทานแต่ละเรื่อง ทำให้เด็กได้คิดและตอบคำถามเกี่ยวกับการนับ การรู้ค่าตัวเลข การจับคู่การจัดประเภท การเปรียบเทียบและการเรียงลำดับตามสิ่งต่างๆที่ปรากฎอยู่ในนิทานอยู่เสมอ เด็กจึกเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง จากการกระทำ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัยเเละพัฒนาการของเด็ก